ถาม ประวัติของ หลีเฮง
ตอบ จากการบอกเล่าของคุณพ่อว่า ครั้งแรกที่เริ่มทำไม้เส้นกรอบรูปราวๆปี2496 หลังสงครามโลกคุณพ่อผมเดินทางมาจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย เริ่มต้นก็เป็นคนรับจ้างใช้แรงงานเหมือนๆกับคนจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาพึ่งแผ่นดินไทยในยุคนั้น แล้วต่อมาเริ่มเห็นช่องทางการทำธุรกิจซื้อขายขี้เลื่อย ทำการค้ากับโรงเลื่อย ส่งขายขี้เลื่อยให้กับโรงงานน้ำแข็ง โดยใช้เรือเอี่ยมจุ้น ทำอยู่ระยะหนึ่งเก็บหอมรอบริบได้พอประมาณ ประกอบกับเบื่อกับการที่จะต้องอยู่อาศัยในเรือเกือบตลอดเวลา แม้จะเป็นรายได้ที่ดีมากก็ตาม ท่านเลยขึ้นบกนำเงินที่เก็บไว้มากพอควรลงทุนทำโรงงานไม้เส้นสำหรับกรอบรูป ด้วยเห็นว่าไม่มีใครทำเป็นเชิงพาณิชย์ มาก่อน ตอนนั้นยังไม่มีการใช้เครื่องจักร ใช้กบไสไม้ด้วยมือกับแรงงานคน เรียกว่าใช้ฝีมือล้วนๆ ยุคนั้นร้านกรอบรูปก็ยังไม่มี มีแต่พวกคล้ายๆหาบเร่ จะเป็นพวกอาเจ๊ก อาแปะ หาบกระจก ไม้ อุปกรณ์ รับใส่กรอบรูปบ้าง กรอบกระจกส่องหน้าบ้าง ต่อมาวิวัฒนาการของไม้กรอบรูปเริ่มเปลี่ยนแปลงจากการที่มีโรงงานผลิตกระจกเกิดขึ้นในประเทศไทย และ การถ่ายรูปก็ได้มีการพัฒนาอย่างมาก ผู้คนเริ่มนิยมใส่กรอบรูปมากขึ้น ร้านตัดกรอบรูปจึงเกิดขึ้นทั่วไป พวกหาบเร่ตัดกรอบรูปจึงเหลือน้อยและหมดไปในที่สุด ตอนนั้น เริ่มมีตัวแทนจำหน่ายกระจก และไม้กรอบรูปทั้งภายใน และนำเข้าจากต่างประเทศ(ใหญ่ๆ)เกิดขึ้นหลายแห่ง สิ่งที่ตามมาคือเริ่มมีโรงงานผลิตไม้เส้นกรอบรูปเกิดขึ้นตามมาอีกหลายโรงงานเช่นกัน หลีเฮงจึงเริ่มมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และเพื่อแข่งขันในด้านคุณภาพกับโรงงานอื่นด้วย คุณพ่อของผมจึงเป็นตำนานไม้เส้นกรอบรูปแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น รุ่นที่ 1 (First Generation) ของหลีเฮง
ถาม วิวัฒนาการและแผนงานในอนาคต
ตอบ ผมเองเป็นรุ่นที่ 2 2 nd Generation จริงๆแล้วตอนปลายๆรุ่นคุณพ่อก็เริ่มใช้เครื่องจักรบ้างแล้ว แต่ยังเป็นเทคโนโลยี่ที่ไม่ทันสมัยมากนัก ด้วยความที่ท่านไม่เคยออกต่างประเทศจะเห็นเฉพาะภายในประเทศ ตัวผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานต่างประทศหลายครั้ง บวกกับความที่ตัวเองคลุกคลีกับงานไม้กรอบรูปตั้งแต่เริ่มจำความได้ จึงอยากเห็นการผลิตสินค้าของประเทศอื่นๆบ้างเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าซึ่งเปลี่ยนไปจากสินค้าพื้นๆเป็นสินค้าที่หรูหรามีลวดลาย ประกอบกับเมืองไทยเริ่มมีร้านที่เป็นร้านกรอบรูปเฉพาะทาง มีการพัฒนาการใส่กรอบที่สวยงามและเป็นมืออาชีพเพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดการนำเข้าไม้กรอบรูปจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย กันเป็นล่ำเป็นสันแต่ขายกันในราคาที่แพงมากที่เดียว ก็เลยเริ่มศึกษาอย่างจริงจังราวๆปี2535-42 ก็เริ่มลงมือปฎิวัติโรงงานด้วยความเชื่อมั่นว่า ศักยภาพพื้นฐานดั้งเดิมของธุรกิจบวกกับเทคโนโลยีที่เรียนรู้มา พร้อมกับการนำเข้าเครื่องจักรที่ทันสมัยจากประเทศทางยุโรปเข้ามาช่วยการผลิต เพราะการผลิตไม้เส้นกรอบรูปที่ดีที่สุดในโลกมาจากประเทศทางแถบยุโรปเพราะที่นั่นมีประวัติศาสตร์ทางศิลปะที่ยาวนานมากว่า ร้อย ปี ก็มีความมั่นใจว่าสามารถผลิตสินค้าได้ทัดเทียมกับของต่างประทศ และที่สำคัญราคาที่ถูกลง แน่นอน หลังจากนั้นประมาณปี2542 สินค้าชุดใหม่ๆก็ออกสู่ตลาด พูดได้ว่าสินค้าชุดนั้นสร้างความน่าสนใจเป็นอย่างมากในตลาด และผลการตอบรับจากลูกค้าก็ดีมากๆ จนมีคนบางคนเข้าใจผิด คิดว่าสินค้าของหลีเฮงเป็นสินค้านำเข้า จากต่างประเทศด้วยซ้ำไป ทำให้ผมมีกำลังใจและมีความมุ่งมั่นต่อไปที่จะพัฒนาไม้กรอบรูปที่ผลิตโดยโรงงานของผม ของคนไทยนี่แหละจะมีวางขายในต่างประเทศ ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วแต่ที่ยังไม่โดดเด่นเหมือนธุรกิจประเภทอื่นๆ เพราะมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ คือไม้ตามธรรมชาตินับวันจะหาได้ยากขึ้น แต่ไม้ชนิดที่ใช้อยู่สามารถปลูกเป็นเชิงพานิชได้ อันนี้ผมก็เริ่มดำเนินการเป็นนโยบายหลักสำหรับในอนาคตแล้ว และเริ่มลงทุนทดลองปลูกป่าไปบ้างแล้วด้วย คิดว่าถ้าอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ การปลูกป่าไม้ไว้ใช้เอง คำนวณแล้วเป็นไปได้อย่างแน่นอนเช่นประเทศมาเลเซียซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว ถึงวันนั้นปัญหาเรื่องขาดแคลนวัตถุดิบจะหมดไป เมื่อบวกกับความพร้อมทางด้านการผลิต ผมมั่นใจว่าผมสามารถส่งออกไม้กรอบรูปของคนไทยออกสู่ตลาดโลกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน
ถาม อยากบอกอะไรเป็นการสรุปตอนท้าย
ตอบ อยากฝากบอกคนไทยให้ช่วยกันสนับสนุนสินค้าของไทย ครับ ไม่ใช่แต่สินค้าของผมนะครับ หมายถึงสินค้าทุกๆอย่างที่สามารถผลิตได้ด้วยคนไทย ถ้าคนไทยทั้งประเทศและรวมที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ มีจิตสำนึกในความนิยมไทย เห็นคุณค่าของไทยด้วยกัน ประเทศไทยก็น่าจะเจริญเหมือนๆกับ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี เช่นกัน ฝากด้วยนะครับ.
